คำชี้แจงและขอบคุณกำลังใจของอาจารย์จรัส

สตช.จ้องรื้อคดีฟันแกนนำม็อบ ฟ้องมท.1สั่งตัดสัญญาณASTV

คมชัดลึก วันที่ 14 มิถุนายน 2551

พันธมิตรฯ เตรียมฟ้อง มท.1 สั่งตัดสัญญาณเอเอสทีวี ใช้สารพัดวิธีหวังสลายชุมนุม แฉ สตช.เตรียมรื้อคดีเก่าจัดการแกนนำ บีบ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ พ้นทาง ยัน ชุมนุมเป็นสิทธิตาม รธน. ไม่ถือเป็นกบฏ

(14มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรฯ วันนี้ (14มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 21 แล้ว มีประชาชนร่วมชุมนุมค่อนข้างหนาตากว่าทุกวันที่ผ่านมา และทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ สำหรับบรรยากาศทั่วไปนั้น มีการตั้งเต๊นท์บริเวณเกาะกลางถนนจนแน่นขนัด ซึ่งเป็นทั้งเต๊นท์ขายของ เต๊นท์ที่พัก และเต๊นท์แจกอาหารของกองทัพธรรม นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาจำหน่ายจำนวนมากทั้งที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม อาทิ เสื่อยื่อที่ระลึก ผ้าโพกหัว หรืออุปกรณ์การเคาะ อย่างไรก็ตามมีคนนำสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมมาขายด้วยเช่นกัน เช่น รองเท้าเก่า แว่นตา รวมถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับมือถือ

เมื่อเวลา 18.00 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรฯ พร้อมด้วยนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายสุริยะใส กล่าวว่า จากการที่พันธมิตรฯใช้มาตรการตอบโต้คำสั่งที่มิชอบของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ให้ระงับการถ่ายทอดสัญญาณของเอเอสทีวี และร.ต.อ.เฉลิมจะพยายามแก้ตัวแต่คำสั่งก็ได้มีผลเป็นรูปธรรมไปแล้ว และมีผลกระทบกับเคเบิลท้องถิ่นและประชาชนที่เป็นสมาชิก โดยขณะนี้มีประชาชนไปแจ้งความแล้วตามสถานีตำรวจหลายแห่ง และพันธมิตรฯกำลังปรึกษาว่าจะสามารถรวมคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันได้หรือไม่ แม้ว่าขณะนี้บางจังหวัดได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวแล้วและสามารถรับชมได้ตามปกติ แต่ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลระบุว่าผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายอาญา ม.113 และ 116 โดยมีพฤติกรรมล้มล้างรัฐบาลเป็นการกระทำซึ่งถือเป็นกบฏ ตนขอเรียนว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นกบฏตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด เขาใช้กฎหมายเพียงแค่มุ่งริดรอนสิทธิของประชาชนเท่านั้น และหากรัฐบาลหรือคนที่อยู่ในรัฐบาลเห็นว่าการปราศรัยบิดเบือนก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องคนที่ปราศรัยได้โดยตรง เพราะเราได้ตกลงกันแล้วใครปราศรัยอะไรก็ต้องรับผิดชอบการปราศรัยนั้นด้วย เราไม่หวั่นไหวกับข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทุกวันนี้เขาใช้สารพัดวิธีเพื่อสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการออกข่าวว่าจะใช้กำลังตำรวจสลาย หรือล่าสุดใช้วิธีการตัดสัญญาณเอเอสทีวี และตนทราบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเตรียมรื้อคดีเก่าๆ ของแกนนำพันธมิตรฯขึ้นมาพิจารณาใหม่ รวมไปถึงกรณีต่างๆ ที่ถูกยกฟ้องไปแล้วด้วย เขาจะทำเหมือนรื้อคดีของทั้ง นปก.และพันธมิตรฯขึ้นมา เพื่อให้ดูเหมือนว่าทำอย่างเท่าเทียม แต่นปก.ฝั่งที่อยู่กับรัฐบาลก็จะไม่ถูกรื้อคดีขึ้นมาแต่อย่างใด

ขณะที่พล.ต.จำลอง กล่าวถึง กรณีที่ส.ว.จะยื้นถอดถอน รมต.ว่า พันธมิตรฯไม่ได้เรียกร้องให้ทำอย่างนั้น แต่ก็เป็นสิทธิของท่านเอง ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯของแต่ละจังหวัดเคลื่อนไหวตอบโต้การระงับสัญญาณเอเอสทีวีโดยการปิดล้อมจวนผู้ว่าฯ เรื่องนี้เป็นความคิดของพันธมิตรฯแต่ละจังหวัดเองว่าจะตอบโต้อย่างไร แต่ไปๆมาๆ ก็ทำมาในทำนองเดียวกัน เขาไปริเริ่มกันเองไม่ได้มีคำแนะนำออกจากส่วนกลางแต่อย่างใด

ด้านนายพิภพ กล่าวว่า ตอนนี้คนในรัฐบาลมีอยู่สามฝ่ายคือ 1.สายเหยี่ยวที่พยายามใช้อำนาจจัดการประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช และร.ต.อ.เฉลิม โดยมีความพยายามจะจัดการกับผู้ชุมนุม รวมไปถึงข้อหากบฏ ซึ่งเผด็จการในอดีตก็เคยใช้วิธีนี้มาแล้ว รวมไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่มีอำนาจในการสั่งถอดสัญญาณเอเอสทีวี ดังนั้นการกระทำของร.ต.อ.เฉลิมจึงเป็นการทำเกินหน้าที่ 2.กลุ่มสายกลางที่ปล่อยใหัพันธมิตรฯดำเนินการไปเรื่อยๆ และ 3.กลุ่มที่ไม่เคลื่อนไหว ทำมาหากินไปเรื่อยๆ ทำโปรเจคใหญ่ๆ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ และเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นายสุริยะใส กล่าวว่า ขณะนี้ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กำลังถูกใช้อำนาจโดยการบีบให้ออกจากตำแหน่งคณบดี เนื่องจากได้ขึ้นเวทีปราศรัยพันธมิตรฯ ซึ่งเราขอให้กำลังใจนายจรัส โดยเราได้รับการติดต่อว่ายังมีนิสิตและคณาจารย์อีกหลายคนที่สนับสนุนให้นายจรัสทำหน้าที่ต่อไป แต่พันธมิตรฯคงจะไม่เดินทางไปจุฬาฯแต่อย่างใด เพราะได้รับการประสานมาว่าคงจะไม่สะดวก หากพันธมิตรฯจะไป และการให้กำลังขอเป็นทางจดหมายหรือเอสเอ็มเอสจะดีกว่า

บีบจรัสทิ้งเก้าอี้ คณบดีรัฐศาสตร์ ฝักใฝ่พันธมิตรฯ

เสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2551 จากโพสต์ทูเดย์

โพสต์ทูเดย์ — การเมืองแรงแทรกจุฬาฯ บีบ “จรัส” พ้นตำแหน่งคณบดี หลังขึ้นเวทีพันธมิตรฯ

แหล่งข่าวจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า หลังจากที่ ศ.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ขึ้นปราศรัยเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวกดดันให้ ศ.จรัส ลาออกจากตำแหน่งคณบดี
“การตบเท้าลาออกของรองคณบดีจำนวนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ โดยให้เหตุผลว่า คณบดีไม่รักษาความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ภาพลักษณ์คณะเสียหาย ก็มีเจตนาที่ชัดเจนที่จะบีบให้ ศ.จรัส ออกจากตำแหน่ง” แหล่งข่าว ระบุ
แหล่งข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า การกดดันแบบนี้เป็นวิธีการเดียวกันกับที่เคยทำกับ ศ.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณและถูกสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (สรจ.) กดดันให้ลาออก ในช่วงก่อนการยึดอำนาจวันที่ 19 ก.ย.
ขณะที่ ศ.จรัส กล่าวด้วยอาการแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ยังไม่ได้ถูกกดดันมากนัก เพียงแต่มีการพูดคุยกันในคณะว่า การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ อาจจะไม่เหมาะสมเพราะเป็นเหมือนการเลือกข้างมากเกินไป ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อจุดยืนคณะได้ เพราะต้องการเป็นสถาบันวิชาการที่ให้ความรู้และเตือนสติสังคมมากกว่า
“เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ผมกำลังพิจารณาตัวเองอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี ว่าควรจะปรับบทบาทตัวเองอย่างไร และยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยืนยันว่า ที่ผมขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดเท่านั้น ผมทำไปเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น สิ่งไหนที่ผมคิดว่ามันถูกต้องผมก็จะทำ” ศ.จรัส กล่าว

“พิภพ”จับตาผุดเมกะโปรเจคทิ้งทวน –จุฬาฯ ระอุ คณบดีร่วมพันธมิตรฯถูกบีบ!

(ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ – Manager Online: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000069931)

วันนี้( 14 มิ.ย.) เมื่อเวลา 21.07น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตน กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังซวนเซ รัฐบาลรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไม่รอด คณะรัฐมนตรีชุดหนึ่งก็เตรียมทำมาหากิน จะเอาโครงการใหญ่ๆเข้ามติครม.ให้หมดเพื่อเซ็นให้อนุมัติ เพราะโครงการใหญ่ๆ วัฒนธรรมการเมืองไทยคือมีเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่10-40% เลย ฉะนั้นอยากจะรู้ว่าวันอาทิตย์นี้(15 มิ.ย.) คุณสมัครจะมาโฆษณาขยายเมกะโปรเจคอีกหรือเปล่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็พูดจำนวนมากเลย แล้วคนที่อยู่มือซ้ายมือขวาเขา เป็นรองนายกฯและเป็นเลขาฯ มาจากการเป็นผู้ว่าฯกทม.ก็มาอยู่ใกล้ชิด 2 คนนี้จะทำหน้าที่ผ่านเมกะโปรเจค ฉะนั้นรัฐบาลตอนนี้เป็นรัฐบาลที่ถึงจุดเสื่อม จะไปไม่ไปแหล่ ส่วนเนวิน ชิดชอบ ก็พยายามจะแก้ม.309ต่อไป
      
นายพิภพ กล่าวว่า ได้รับโทรจากอาจารย์ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บอกว่าอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กำลังจะถูกบีบให้ออกจากคณบดี เพราะมาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาชี้ความถูกความผิด อาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ฝากมาบอกว่าไม่มีวันยอมให้อาจารย์จรัสถูกบีบออก แล้วมาบอกว่าพ่อแม่พี่น้องไม่ต้องยกขบวนไปจุฬาฯในวันจันทร์นี้ ไปกกต.อย่างเดียวพอ เดี๋ยวจุฬาฯจะตกใจ ขอให้กำลังใจโดยทำจดหมายและปรบมือที่นี่ก็พอแล้ว
      
นอกจากนั้นนายพิภพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาสั่งผู้ว่าฯด้วยวาจาไม่ให้ ไม่ให้เคเบิลต่างจังหวัดถ่ายทอดเอเอสทีวี ว่า แสดงว่าไม่กล้าสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะรู้ว่าผิดกฎหมาย รมว.มหาดไทยไม่มีอำนาจมาจัดคลื่นความถี่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ใดๆทั้งสิ้น ฉะนั้นคำสั่งคุณเฉลิมเป็นคำสั่งโมฆะ ตอนนี้เคเบิลหลายจังหวัดเริ่มปฏิเสธ ประชาชนเริ่มไปที่จวนผู้ว่าฯและศาลากลางจังหวัดเพื่อสนับสนุนให้ผู้ว่าฯคัดค้านคำสั่งของรมว.มหาดไทย เพราะถ้ารัฐบาลนี้ไปผู้ว่าฯที่รับคำสั่งแล้วนำไปปฏิบัติย่อมมีความผิดด้วย การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประขาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทำไม่ได้
       
นายพิภพ กล่าวว่า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เริ่มทำผิดกฎหมาย เริ่มไม่รู้ว่าจะจัดการพ่อแม่พี่น้องที่มาชุมนุมที่มหาวิทยาลัยราชดำเนิน มาประท้วง มาใช้สิทธิ แล้วนี่เป็นเครื่องบอกว่ารัฐบาลที่อ้างมาจากการเลือกตั้งแล้วสังคมสงสัยว่าการเลือกตั้งนั้นทุจริตซึ่งเราจะไปตรวจสอบกาเลือกตั้งที่ทุจริตวันจันทร์นี้ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองนักการเมืองที่บอกว่าตัวเองเข้ามาสู่การเมืองโดยการเลือกตั้ง และถือว่าการเลือกตั้งเป็นการับรองเขาตามกฎหมายไม่จริง เพราะการเลือกตั้งเต็มไปด้วยทุจริตขายเสียง ฉะนั้นจะมาอ้างตัวว่าเข้ามาด้วยความชอบธรรมไม่ถูก เราจึงต้องไปกกต.
      
“รัฐบาลที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ท่าทีทั้งหมด นับตั้งแต่สั่งให้ลุยเราเมื่อวันเสาร์ก่อนโน้น การสั่งปิดการถ่ายทอดนิวส์วัน นี่เป็นคำสั่งแบบรัฐบาลเผด็จการในอดีตใช่ไหม คุณเฉลิมอ้างตัวว่าจบกฎหมาย แล้วใช้กฎหมายผิดๆ ความเป็นนักประวัติศาสตร์ก็ไม่มี ไม่เคยเรียนรู้เลยว่ารัฐบาลใดเป็นทรราชแม้จะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย รัฐบาลใดที่เป็นเผด็จการแม้แต่อยู่ในระบบประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนั้นเป็นประชาธิปไตย”นายพิภพ กล่าว
      
       นายพิภพ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้นคำสั่งปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร คำสั่งที่จะมาจัดการพ่อแม่พี่น้องที่ใข้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสงบสันตินั้น เป็นคำสั่งแบบรัฐบาลทราช รัฐาลเผด็จการในอดีต ประวัติศาสตร์ได้สอนเราแล้วว่า เมื่อใดรัฐบาลกระทำเช่นนี้ประชาชนย่อมมาชุมนุมที่ถนนราชดำเนินมากยิ่งขึ้น

อาจารย์จุฬารุมหัวบีบ”จรัส สุวรรณมาลา”ลาออกคณบดี

(ข่าวจาก DemoCrazy: http://www.demo-crazy.com/online/?p=86)

“จรัส” ยอมรับน่าเศร้า หลังขึ้นเวทีพันธมิตรโจมตีรัฐบาลสมัคร ถูกนินทาลับหลังกล่าวหาเลือกข้าง ปลงชีวิตเตรียมพิจารณาตัวเอง ด้านแหล่งข่าวในจุฬาฯ สะท้อนภาพคณาจารย์เจอแรงกดดันหนัก รองคณบดีตบเท้าลาออกอ้างภาพลักษณ์เสียหาย เหมือนที่เคยทำกับ อ.อมรา แฉฝ่ายกดดันคณบดีมีเอี่ยวผลประโยชน์ในพรรคการเมืองและหน่วยงานรัฐ
นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ยอมรับว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นในประชาคมจุฬาฯ ต่อการที่ตนไปขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโจมตีความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม   คณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ   กล่าวว่า  ขณะนี้ตนยังไม่ถูกกดดันมากนัก เพียงแต่มีการพูดคุยกันในคณะว่า  การขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะไม่เหมาะสม  เพราะเป็นเหมือนการเลือกข้างมากเกินไป  ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อจุดยืนของคณะได้ เพราะคณะต้องการเป็นสถาบันวิชาการที่ให้ความรู้และเตือนสติสังคมมากกว่า

“เมื่อเป็นแบบนี้   ทำให้ผมกำลังพิจารณาตัวเองอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี  ว่าควรจะปรับบทบาทตัวเองอย่างไร ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าผมขึ้นเวทีพันธมิตรในฐานะนักวิชาการคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดเท่านั้น ผมทำไปเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง   เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่ผมคิดว่ามันถูกต้องผมก็จะทำ” นายจรัสกล่าว

แหล่งข่าวจากคณะรัฐศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หลังจากที่นายจรัสได้ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย   ปรากฏว่ามีแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกคณะ ที่เห็นได้ชัดคือการตบเท้าลาออกของรองคณบดีจำนวนหนึ่ง   โดยให้เหตุผลว่าคณบดีไม่รักษาความเป็นกลางทางการเมือง   ทำให้ภาพลักษณ์คณะเสียหาย  ปฏิกิริยาดังกล่าวสะท้อนเจตจำนงชัดเจนที่จะบีบให้นายจรัสออกจากตำแหน่ง

“การกดดันแบบนี้เป็นวิธีการเดียวกันกับที่เคยทำกับ  ศ.ดร.อมรา  พงศาพิชญ์  อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์  ที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ ซึ่งในสมัยนั้นเล่นกันแรงถึงขั้นดึงสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ (สรจ.)  มาร่วมกดดันด้วย  ส่วนอาจารย์คนอื่นๆ ในคณะยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจน เพราะยังไม่ทราบเรื่อง  ซึ่งหากทราบเรื่องคงจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ และต้องติดตามท่าทีของ ศ.ดร.จรัสอย่างใกล้ชิด” แหล่งข่าวกล่าว

มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า   คณาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันนายจรัสลาออกจากตำแหน่งคณบดี เป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์เรื่องงานวิจัย และรับเป็นที่ปรึกษาให้ฝ่ายการเมือง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล